พระประวัติของพระบรมศาสดา

สกุลกำเนิดและปฐมวัย
ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี พระนางสิริมายาราชธิดาของกษัตริย์โกลิยวงค์ผู้ครองกรุงเทวทหะพระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ทรงประสูตรพระโอรส เมื่อ วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ณ สวนลุมพินีวันซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุง กบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ (ปัจจุบัน คือ ตำบลรุมมินเด ประเทศเนปาล)

 


หลังจากประสูติ
อสีตดาบสเป็นมหาฤษีอยู่ ณ เชิงเขาหิมพานต์เป็นที่เคารพของราชสกุลได้รับทราบข่าวการประสูตรของพระกุมารจึงเดินทางมาเยี่ยม และได้ทำนาย ว่าถ้าพระกุมารอยู่ครองฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก ๕ วันหลังประสูติพระเจ้าสุทโธทนะพร้อมทั้งพระ นาง สิริหามายาพระประยูรญาติได้ จัดพิธีขนานพระนามพระราชกุมารว่าสิทธัตถะ โดย เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมาเลี้ยงแล้วได้คัดเลือกเอาพราหมณ์ ชั้นยอด ๘ คนให้เป็นผู้ทำนายลักษณะพระกุมารเมื่อประสูติได้ ๗ วัน พระมารดาก็เสด็จทิวงคตพระเจ้าสุทโธทนะจึงมอบให้พระนาง ประชาบดีซึ่งเป็นพระขนิษฐาของพระนางสิริมหามายาเป็นผู้เลี้ยงดูเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุ 8 พรรษา ได้ทรงศึกษาในสำนักครูวิศวะมิตร พระองค์ทรงศึกษาได้อย่างรวดเร็วมีความจำดีเลิศ และทรงพระปรีชาสามารถ ในการกีฬา ขี่ม้า ฟันดาบ และยิงธนู
อภิเศกสมรส
วัยหนุ่มพระราชบิดาไม่ต้องการให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงออกบวชพระองค์ทรงพอพระทัยที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นองค์จักรพรรดิ จึงใช้ความพยา ยามทุกวิถีทางเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะพระชนมายุ ได้ ๑๖ พรรษา พระราชบิดาได้โปรดให้สร้างปราสาท ๓ หลังให้ประทับใน ๓ ฤดู และทรงสู่ขอ พระนางโสธราพิมพาพระราชธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะแห่งกรุงเทวทหะ อยู่ในตระกูลโกลิยวงค์ให้อภิเษกด้วยเจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุ ๒๙ พรรษา พระนางยโส ธาราก็ประสูติพระโอรส ทรงพระ นามว่าราหุล



ออกบรรพชา
เสด็จออกบรรพชาเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อหน่ายในโลกียวิสัยถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงสมบูรณ์ด้วย ทรัพย์สมบัติอย่างเหลือล้นพระองค์ก็ยังคงตริตรอง ถึงชีวิตคนฝักใฝ่พระทัยคิดค้นหาวิธีทางดับทุกข์ที่มนุษย์เรามีมากมายพระองค์คิดว่าถ้ายังอยู่ในเพศฆราวาสพระองค์คงหาทางแก้ทุกข์ อันเกิดจากความ แก่ ความเจ็บ ความตาย ไม่ได้แน่พระองค์จึงตัดสินใจเสด็จออกบวช โดยพระองค์ ทรงม้ากัณฐกะสู่แม่น้ำอโนมา ณ ที่นี้พระองค์ทรงอธิษฐาน เพศเป็นบรรพชิตและมอบหมาย เครื่องประดับและม้ากัณฐกะให้นายฉัน นะนำ กลับไปยังกรุงกบิลพัสดุ์



เข้าศึกษาในสำนักดาบส
การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงออกบวชแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำนัก อาฬารดาบสที่กรุงราชคฤห์อาณาจักรมคธเมื่อสำเร็จ การศึกษาจากสำนักนี้แล้ว พระองค์ทรงเห็น ว่าไม่ใช่หนทาง ในการหลุดพ้นจากทุกข์ตามที่พระองค์ได้ทรงมุ่งหวัง ไว้พระองค์จึงลาอาฬาร ดาบส และอุททกดาบสเดินทางไปแถบแม่น้ำ คยา ในตำบลอุรุ เวลาเสนานิคมแห่งกรุงราชคฤห์ อาณาจักรมคธ

 


บำเพ็ญทุกรกิริยา
การบำเพ็ญทุกรกิริยา เมื่อพระองค์ทรงเปลี่ยนพระทัยที่จะคิดค้นคว้าแสวงหาความรู้ด้วยพระองค์เองแทนที่จะ ทรงเล่า เรียนในสำนักอาจารย์แล้ว พระองค์เริ่มด้วยการทรมานพระวรกายตามวิธีการของโยคีเรียกว่าการบำเพ็ญทุกรกิริยาบริเวณแม่น้ำเนรัญชรานั้น พระมหาบุรุษได้ทรงบำเพ็ญทุก กิริยาเป็นเวลา ๖ ปี พระองค์ ก็ยังคงมิได้ค้นหาทางหลุดพ้นจากทุกข์ได้ พระองค์ทรงเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้ว กลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อ บำรุงพระวรกายให้แข็งแรง จะได้มีกำลังในการคิดค้นพบวิธีใหม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้นได้มีปัญจวัคคีย์มาคอยปรนนิบัติ รับใช้ด้วยความหวังว่า พระมหาบุรุษ ได้ตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการถ่ายทอดบ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษล้มเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยาปัญจวัคคีย์ก็ได้ ชวนกันละ ทิ้งมหาบุรุษไปทั้งหมดเป็นผลทำให้พระมหาบุรุษได้อยู่ตามลำพังในที่สงบเงียบปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง ปัญจวัคคีไป อยู่ที่ป่าอิสิปตน มฤคทายวันกรุงพาราณสี พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติและเดินทางกายกลาง คือ การปฏิบัติในความ พอเหมาะ พอควร
ตรัสรู้
ตรัสรู้ ตอนเช้าวันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษ ประทับที่โคนต้นไทรด้วยอาการสงบ นางคิดว่า เป็นเทวดาจึงถวายทอดข้าวมธุปายาสแล้วเสด็จไปริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตอน เย็นวันนั้นเองพระ องค์ได้กลับมายังต้นโพธิ์ที่ประทับพบคนหาบหญ้าชื่อโสตถิยะคนหาบหญ้าได้ถวายหญ้าให้พระ องค์ปูลาด ณ ใต้ต้นโพธิ์แล้วขึ้นประทับหันพระพักตร์ ไปทางทิศตะวันออก และได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็นกระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่พบธรรม วิเศษแล้วจะ ไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาดเมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานแล้ว พระองค์ก็ทรงสำรวมจิตให้สงบแน่วแน่ พระองค์เริ่มบำเพ็ญ เพียรทางจิต และในที่สุดทรงชนะความลังเลพระทัยทรงบรรลุความสำเร็จ เมื่อพระองค์ทรงรู้เห็นอย่างนี้จิตก็พ้นจาก กิเลสทั้ง ปวงพระองค์ก็ตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา ในวันเพ็ญ เดือน ๖ ปีระกา ธรรมสูงส่งที่พระ พุทธ เจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค
ประกาศพระศาสนาครั้งแรก
การแสดงปฐมเทศนา วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนอาสาฬหะ (เดือน ๘) ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธเจ้า เสด็จไปหาปัญจวัคคีย์ พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เรียกว่า ธรรมจักกัปวัตนสูตรในขณะที่ทรงแสดงธรรมนั้นท่านโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือ พระโสดาบัน ได้ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัยของสัมมสัมพุทธเจ้า เรียกการบวชครั้งนี้ว่า "เอหิภิกขุอุป สัมปทา" พระอัญญาโกณฑัญญะ จึงเป็นพระภิก ษุรูปแรกในพุทธ ศาสนา



การประกาศพระพุทธศาสนา
เมื่อพระองค์ มีสาวกเป็นพระอรหันต์ ๖๐ องค์ และก็ได้ออกพรรษาแล้วทรงพิจารณาเห็นสม ควรว่าจะออกไปประกาศศาสนาให้เป็นที่แพร่หลาย ได้แล้วพระองค์จึงเรียกประ ชุมสาวกทั้งหมด แล้วตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลายเราได้พ้อนจากบ่วงทั้งปวงทั้งชนิดที่เป็นทิพย์ และชนิดที่เป็นของมนุษย์ แล้ว แม้ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกันเราทั้งหลายจงพากันจาริกไปยังชนบททั้งหลาย เพื่อประโยชน์ และความสุขแก่มหาชนเถิดอย่าไปรวมกันทางเดียวถึง สองรูปเลย จงแสดงธรรมให้งามทั้งในเบื้องต้นท่ามกลาง และที่สุดพร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะเถิดจงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิงสัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสเบาบางนั้นมีอยู่เพราะโทษที่ไม่ได้ฟังธรรมย่อมจะเสื่อมจากคุณที่จะพึงได้ถึง ผู้รู้ทั่ว ถึงธรรมคงจักมีอยู่แม้ตัวเราก็จะไป ยังอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรมเช่นกัน " พระองค์ทรงส่งสาวกออกประกาศศาสนาพร้อมกันทีเดียว ๖๐ องค์ ไป ๖๐ สาย คือไปกันทุกสารทิศ ทีเดียวแม้พระองค์เองก็ไปเหมือนกัน ไม่ใช่แต่สาวกอย่างเดียวเท่านั้นนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ของบุคคลที่จะเป็นผู้นำทีเดียว สาวกทั้ง ๖๐ องค์เมื่อได้รับพุทธบัญชาเช่น นั้น ก็แยกย้ายกันไปประกาศศาสนาตามจังหวัด อำเภอ และตำบล ต่างๆ ทำให้กุลบุตรในดินแดนถิ่นฐานต่าง ๆ เหล่านั้นหันมาสนใจมาก เลื่อมใสมากขึ้น บางคนขอบวชแต่สาวกเหล่านั้นยังให้บวชเองไม่ได้จึงต้องพากุลบุตร เหล่านั้นมาเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระองค์บวชให้ทำให้ได้รับความลำบาก ใน การเดินทางมาก ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สาวกเหล่านั้นอุปสมบทกุลบุตรได้โดย โกนผมและหนวดเคราเสียก่อนแล้วจึงให้นุ่งห่ม ผ้าย้อม ด้วยน้ำฝาดนั่งคุกเข่าพนมมือกราบภิกษุแล้วเปล่งว่าจาว่า "ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็น สรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นสรณะ ข้าพเจ้าขอถึงพระ สงฆ์เป็นสรณะ" รวม ๓ ครั้ง การอุปสมบท นี้เรียกว่า "ติสรณคมนูปสัมปทา" คือ อุปสมบทโดยวิธีให้ปฏิญญาณ ตนเป็นผู้ถึงสรณคมน์



ตั้งแต่พรรษาที่ ๑ ที่พระองค์ได้สาวกเป็นพระอรหันต์จำนวน ๖๐ องค์แล้วพระองค์ก็ได้ อาศัยพระมหากรุณาคุณทำการประกาศเผยแผ่คำสอน จนได้ สาวกเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบา สกอุบาสิกา เป็นพุทธบริษัท ๔ ขึ้น อย่างแพร่หลายและมั่นคงการประกาศศาสนาของ พระองค์ได้ดำเนินการ ไปอย่างเข้มแข็ง โดยการจาริกไปยังหมู่ บ้านชนบทน้อยใหญ่ใน แคว้นต่างๆ ทั่วชมพูทวีปตลอดเวลาอีก ๔๔ พรรษาคือ พรรษาที่ ๒ - ๔๕ ดังนี้
พรรษาที่ ๒ เสด็จไปยังเสนานิคมในตำบลอุรุเวลา ในระหว่างทางได้สาวกกลุ่ม ภัททวคคีย์ ๓๐ คน และ ที่ตำบลอุรุเวลาได้ ชฎิล ๓ พี่น้อง คือ อุรุเวลกัสสปะนทีกัสสปะ และ คยากัสสปะกับศิษย์ ๑,๐๐๐ คน เทศนา อาทิตตปริยายสูตรที่คยาสีสะเสด็จไปยังราชคฤห์แห่งแควว้นมคธ กษัตริย์ เสนิยะพิมพิสาร ทรงถวายสวน เวฬุวันแด่คณะสงฆ์ ได้สารีบุตร และโมคคัลลานะเป็นสาวก อีก ๒ เดือนต่อมาเสด็จไปยังกบิลพัสดุ์ ทรงพำนักที่ นิโครธาราม ได้สาวกมากมาย เช่น นันทะ ราหุล อานนท์ เทวทัต และพระญาติอื่นๆ อนาถปิณฑิกะเศรษฐี อาราธนาไปยังกรุงสาวัตถีแห่งแคว้นโกศล ถวายสวนเชตวันแต่คณะ สงฆ์ ทรงจำรรษาที่นี่
พรรษาที่ ๓ นางวิสาขาถวายบุพพาราม ณ กรุงสาวัตถี ทรงจำพรรษาที่นี่
พรรษาที่ ๔ ทรงจำพรรษาที่เวฬุวัน ณ กรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ
พรรษาที่๕ โปรดพระราชบิดาจนได้บรรลุอรหัตตผล ทรงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพระญาติฝ่ายสักกะ กับ พระ ญาติฝ่ายโกลิยะเกี่ยวกับการ ใช้น้ำในแม่น้ำ โรหิณี ทรงบรร พชาอุปสมบทพระนางปชาบดีโคตมี และคณะ เป็น ภิกษุณี
พรรษาที่ ๖ ทรงแสดงยมกปาฏิหารย์ในกรุงสาวัตถีย์ ทรงจำพรรษาบน ภูเขามังกลุบรรพต
พรรษาที่ ๗ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี ระหว่างจำพรรษาเสด็จขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์โปรดพุทธ มารดาด้วยพระอภิ ธรรม
พรรษาที่ ๘ ทรงเทศนาในแคว้นภัคคะ ทรงจำพรรษาในสวนเภสกลาวัน
พรรษาที่ ๙ ทรงเทศนาในแคว้นโกสัมพี
พรรษาที่ ๑๐ คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีแตกแยกกันอย่างรุนแรงทรงตกเตือนไม่เชื่อฟังจึงเสด็จไปประทับและจำพรรษาในป่าปาลิเลยยกะ มีช้างเชื่อกหนึ่งมาเฝ้าพิทักษ์และรับใช้ ตลอด เวลา
พรรษาที่ ๑๑ เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีปรองดองกันได้ ทรงจำพรรษาในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อ เอกนาลา
พรรษาที่ ๑๒ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่เวรัญชา เกิดความอดอยากรุนแรง
พรรษาที่ ๑๓ ทรงเทศนาและจำพรรษาบน ภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ ๑๔ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี ราหุลขอบรรพชาอุปสมบท
พรรษาที่ ๑๕ เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ สุปปพุทธะถูกแผ่นินสูบเพราะขัดขวางทางโคจร
พรรษาที่ ๑๖ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่ อาลวี
พรรษาที่ ๑๗ เสด็จไปยังกรุงสวัตถี กลับมายังอาลวีและทรงจำพรรษาที่ กรุงราชคฤห์
พรรษาที่ ๑๘ เสด็จไปยัง อาลวี ทรงจำพรรษาบน ภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ ๑๙ ทรงเทศนาและจำพรรษาที่บน ภูเขาจาลิกบรรพต
พรรษาที่ ๒๐ โจร องคุลีมาลย์ กลับใจเป็นสาวก ทรงแต่งตั้งให้พระอานนท์รับใช้ใกล้ชิดตลอดกาล ทรงจำพรรษา ที่กรุงราชคฤห์ ทรงเริ่มบัญญัติวินัย
พรรษาที่ ๒๑ - ๔๔ ทรงยึดเอาเชตวันและบุพพารามในกรุงราชคฤห์เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่และเป็นที่ประทับจำพรรษาเสด็จ พร้อม สาวกออกเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ตาม แว่นแคว้นต่าง ๆ โดยรอบ
พรรษาที่ ๔๕ และสุดท้าย พระเทวทัต คิดปลงพระชนม์ กลิ้งก้อนหินจนเป็นเหตุให้พระบาทห้อโลหิต ทรงได้ รับการบำบัดจาก หมอชีวก
ทรงปรินิพาน
การเสด็จปรินิพพาน หลังจากพระพุทธเจ้าแสดงปัจฉิมโอวาท ซึ่งวันนั้นตรงกับ
วันเพ็ญเดือนวิสาขะ (เดือน ๖) ในยามสุดท้ายของวันนั้น ณ ป่าไม้สาละ (สาลวันอุทยาน) ของกษัตริย์มัลละ กรุงกุสินารา พระองค์ได้ประทับใต้ต้นสาละคู่ หลังจากตรัสโอวาทให้ แก่พระอริยสงฆ์แล้ว พระองค์มิได้ตรัสอะ ไรอีก แล้วเสด็จปรินิพพาน ด้วยพระอาการสงบ ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์นัก
ที่วันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพานของพระพุทธเจ้าตรงกัน คือ วันเพ็ญเดือน ๖


ผู้จัดทำ | ติดต่อสอบถาม | © 2001 - 2008 [มูลนิธิสมเด็จย่าเพื่อวัดศรีนครินทรฯ] | ผลิตโดย FARANG Media