วัดศรีนครินทรวราราม - Wat Srinagarindravararam
มูลนิธินี้ตั้งอยู่ที่ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวัดศรีนครินทรวราราม
เกรทเซนบาค ถ้าศูนย์พระพุทธศาสนาย้ายไปที่อื่นที่ตั้งของมูลนิธิฯจะต้องย้ายไปด้วย ทั้งนี้จะต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องและได้ผ่าน การ บันทึกลงทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้ว
วัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ คือ
เพื่อการก่อตั้งและส่งเสริมศูนย์พระพุทธศาสนาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับประชาชนชาวไทย และผู้สนใจในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท
เพื่ออุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ด้านปัจจัยสี่หรือสนับสนุนผู้แทนพระสงฆ์ที่มาปฏิบัติศาสนกิจที่ศูนย์พระพุทธศาสนาแห่งนี้
เพื่อส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์และการศึกษาด้านพระศาสนาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป
เพื่อส่งเสริมด้านสังคมสงเคราะห์ จารีตประเพณีและวัฒนธรรมไทย คณะกรรมการมูลนิธิฯมีสิทธิ์ที่จะเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้ แต่ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ
ทรัพย์สินของมูลนิธิฯ
ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิฯ เช่นการให้เช่า , การขายไป ฯลฯจะเป็นของมูลนิธิฯ มูลนิธิมีสิทธิ์ที่จะจัดการทรัพย์สินในเรื่องที่เกี่ยวกับการซื้อการก่อสร้าง การกู้ยืมการให้เช่า และการขายไปได้
ทรัพย์สินของมูลนิธิฯ อาจได้มาจากผู้เริ่มก่อตั้งมูลนิธิ จากสมาคมวัดไทย และจากผู้บริจาคทั่วไป ส่วนเงินทุนที่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิฯ นี้นั้นเป็นพระราชทรัพย์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบ รมราชชนนี จำนวนเงินทั้งสิ้น 140,000 ฟรังค์สวิส (หนึ่งแสนสี่หมื่น ฟรังค์สวิส) ได้ทรงบริจาคให้แก่วัดโดยผ่านสมาคมวัดไทย (ซึ่งขณะนั้นสมาคมตั้งอยู่ที่หมู่บ้านบาสเซอร์ดอร์ฟ เมืองซูริค)
คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ จะต้องดูแลทรัพย์สินของมูลนิธิ ฯและดำเนินการให้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้น
ดอกผลของมูลนิธินี้ ในขั้นแรกจะนำมาใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารที่พำนักของพระสงฆ์ ขั้นที่สองจะใช้จ่ายในการก่อสร้างพระอุโบสถเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของพระสงฆ์
ดอกผลของมูลนิธิฯนี้ควรจะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของพระสงฆ์ และผู้ที่คณะสงฆ์คัดเลือกมาปฏิบัติงานร่วมกันที่ศูนย์พระพุทธศาสนาแห่งนี้
คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินเกี่ยวกับมูลนิธิ ฯ ส่วนผู้บริจาคจะไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินกับคณะกรรมการมูลนิธิแต่ประการใด
คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯสามารถเบิกจ่ายเงินซึ่งได้รับจากการบริจาคตามวัตถุประสงค์ของ มูลนิธิฯ ได้ ดอกผลที่เกิดจากมูลนิธินั้น อาจนำมาใช้จ่ายได้ในกิจการที่จำเป็นเท่านั้น
การบริหารงานของมูลนิธิฯ
การบริหารงานของคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ ฯประกอบด้วยสมาชิกมีจำนวนตั้งแต่ 3 ถึง 9 ท่าน บุคคลที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ จะต้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงดีงาม และมีความคิดเห็น สอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ฝ่ายข้างมาก (เกินกว่าครึ่งหนึ่ง) ควรเป็นพุทธศาสนิกชน ฝ่ายเถรวาท ประธานมูลนิธิสมเด็จย่าฯ จะต้องได้รับการคัดเลือกจากเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร ในกรณีที่มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ขึ้นมาใหม่คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ มีสิทธิ์ที่จะ เสนอบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ แต่ต้องได้รับคะแนนเสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการบริหารฯและจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประธานมูลนิธิฯ ด้วย ในกรณีที่จะเลือกตั้งคณะกรรม การบริหารมูลนิธิฯ นั้นสมควรที่จะพิจารณาและสรรหาคนไทยใน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก่อนคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ จะอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 4 ปีตามกฎระเบียบข้อที่ 11 คณะกรรมการบริหารมูลนิธิ ฯ จะพ้นสภาพจากการเป็นกรรมการบริหารฯเมื่อ
ถึงแก่กรรม
ลาออก
ไม่สามารถจะปฏิบัติงานได้
ขาดการประชุมต่อเนื่องเป็นเวลา5ครั้งในเมื่อได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมอย่างถูกต้องในกรณีนี้ให้คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯลงคะแนนเสียงชี้ขาดมากกว่ากึ่งหนึ่งผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นคณะ กรรมการบริหารฯ คนใหม่ จะอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระของผู้ที่ตนแทนนั้น ในการกระทำนิติกรรมใด ๆ หรือการเซ็นต์ชื่อในเอกสาร และหนังสืออื่น ๆ ซึ่งเป็นหลักฐานเกี่ยวข้องกับ มูลนิธิฯ ประธานมูลนิธิ ฯจะต้องเซ็นต์ชื่อพร้อมกับคณะกรรมการ บริหารมูลนิธิฯฯ คนใดคนหนึ่งผู้ที่ได้รับมอบหมายด้วย การประชุมสามัญของคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯจะต้องมีอย่าง น้อยสองครั้งต่อหนึ่งปี หนังสือหรือจดหมายเชิญนัดประชุมนั้นต้องส่งก่อนวันประชุม 20 วันและต้องมีหัวข้อประชุมอย่างชัดเจนด้วย หนังสือหรือจดหมายเชิญนั้น จะต้องผ่านการเห็น ชอบของประธานมูลนิธิฯหรือผู้ที่ได้รับคำสั่ง ให้ทำหน้าที่แทนประธานฯ คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ เพียงสองท่านก็มีสิทธิ์ที่จะเสนอให้มีการประชุม หรือเรียกประชุมได้
การลงมติในที่ประชุมของคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ
มติที่ยอมรับว่าเป็นเอกฉันท์ จะต้องมีคะแนนเสียงอย่างน้อยเกินกว่าครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯที่เข้าร่วมประชุม, ส่วนการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ คนใหม่จะ ต้องได้รับคะแนนเสียงเกินกว่าครึ่งหนึ่ง (ฝ่ายข้างมาก) ของคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ จึงจะถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่สมบูรณ์ ถ้าการลงมติในที่ประชุมมีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธาน ในที่ประชุมฯ เป็นผู้ลงคะแนนเสียงชี้ขาดได้การลงมติของคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ อาจทำได้ในที่ประชุมหรือส่งเป็นจดหมายเวียนให้ลงมติก็ได้การลงมติในที่ประชุมจะต้อง มีบัน ทึกการประชุมและการบันทึกนั้นจะต้องเป็นที่ยอมรับของคณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ด้วย คณะกรรมการบริหารมูลนิธิฯมีสิทธิในการร่างกฎระเบียบการบริหารงานได้ ในกฎระเบียบการ บริหารงานนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับการเงินและสิ่งอื่นๆ ที่ได้รับบริจาคมาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของพระสงฆ์และการช่วยเหลืออย่างอื่นแต่จะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ นั้น
|